Messenger

"โรคหัด" (Measles): โรคระบาด เด็กเล็ก และวัคซีน

October 27 / 2026

โรคหัด

 

     โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัส สามารถแพร่กระจายและติดต่อกันได้ง่ายมากทางอากาศ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาไม่แพง แต่โรคหัดก็ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตของเด็กเล็กทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน

 

หมอจึงอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับ ‘วัคซีน’ กุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่อาจช่วยชีวิตลูกของเราและอีกนับล้านชีวิตให้อยู่รอดต่อไป

 

สาเหตุและกลไกการแพร่เชื้อ

  • เชื้อก่อโรค: เกิดจากไวรัสโรคหัดซึ่งอยู่ในกลุ่มพารามิคโซไวรัส (Paramyxovirus) เป็นเชื้อไวรัสชนิด enveloped RNA
  • การแพร่เชื้อ: ติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยการหายใจเอาละอองฝอย (Aerosols) จากการไอ หรือการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก น้ำลาย และสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
  • ความสามารถในการแพร่กระจาย: เชื้อโรคหัดมีความสามารถในการติดเชื้อสูงมาก โดยผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้สูงสุดถึง 18 คน นอกจากนี้ เชื้อไวรัสยังสามารถลอยอยู่ในอากาศหรือเกาะอยู่บนพื้นผิวสิ่งของได้นานถึง 2 ชั่วโมง
  • ระยะแพร่เชื้อ: ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันที่ 4 วันก่อนผื่นขึ้น ไปจนถึง 4 วันหลังจากผื่นเริ่มปรากฏ

 

อาการและสัญญาณเตือนของโรคหัด

     หลังจากได้รับเชื้อ ไวรัสจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7–14 วัน (หรือประมาณ 8–12 วัน) ก่อนจะเริ่มแสดงอาการ โดยแบ่งอาการออกเป็น 2 ระยะหลัก ดังนี้

 

 

โรคหัด

 

 

ระยะเริ่มแรก

มีอาการคล้ายไข้หวัด นานประมาณ 4–7 วัน ได้แก่:

 

  • มีไข้เฉียบพลัน และอาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส
  • อาการกลุ่ม "3C" ได้แก่ ไอ น้ำมูกไหล/เป็นหวัด ตาแดง และตาเยิ้มแฉะ
  • จุดคอพลิค (Koplik’s spots): เป็นสัญญาณเฉพาะของโรคหัด (Pathognomonic sign) มีลักษณะเป็นจุดสีขาวเทาขนาดเล็กคล้ายเม็ดทราย ขึ้นบริเวณเยื่อบุปรางแก้ม/กระพุ้งแก้ม ซึ่งมักจะจางหายไปเมื่อผื่นตามตัวขึ้นชัดเจน

 

ระยะผื่นขึ้น

  • หลังจากเริ่มมีไข้ประมาณ 3–5 วัน จะเริ่มเกิดผื่นนูนแดง (Maculopapular rash)
  • ทิศทางการขึ้นของผื่น: ผื่นจะเริ่มขึ้นจากบริเวณใบหน้า เหนือไรผม และหลังใบหูก่อน จากนั้นจะค่อยๆ แพร่กระจายลงมาที่ลำตัว แขน ขา มือ และเท้า (Cephalocaudal pattern)
  • ผื่นจะคงอยู่ประมาณ 4–8 วัน: จากนั้นจะค่อยๆ จางลง กลายเป็นสีเข้มขึ้น (Hyperpigmentation) และค่อยๆ ลอกหลุดไป

 

ภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่ต้องระวัง

ภาวะแทรกซ้อนพบบ่อยที่สุดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้ใหญ่มากกว่า 20 ปี หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ (โดยเฉพาะการขาดวิตามินเอ) หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

  • ปอดอักเสบ/ปอดบวม (Pneumonia): เกิดจากเชื้อไวรัสหัดเองหรือติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคหัด
  • หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media)
  • ท้องร่วงรุนแรง: ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ
  • สมองอักเสบเฉียบพลัน (Acute Encephalitis): พบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ราย ทำให้เกิดอาการชัก ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง และอาจส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลายถาวร
  • โรคสมองอักเสบเสื่อมเรื้อรัง (Subacute Sclerosing Panencephalitis - SSPE): เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระบบประสาทที่พบได้น้อย แต่มักเกิดขึ้นหลังจากหายจากโรคหัดไปนานประมาณ 7–11 ปี มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 95% โดยเด็กที่ติดเชื้อหัดก่อนอายุ 1 ปีมีความเสี่ยงสูงสุด
  • อันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์: การติดเชื้อหัดระหว่างตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักแรกเกิดน้อย หรือทารกติดเชื้อหัดแต่กำเนิด

 

แนวทางการดูแลและการรักษา

     ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่รักษาโรคหัดโดยเฉพาะ การรักษาจึงเน้นการดูแลตามอาการ (ตามแต่ดุลยพินิจของแพทย์ในขณะนั้น)

 

การเสริมเกราะภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีน MMR / MR

การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันโรคหัดที่มีประสิทธิภาพที่สุดทั้งกับคุณและเด็ก

 

  • ประเภทวัคซีน: วัคซีนป้องกันโรคหัดเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ มักอยู่ในรูปวัคซีนรวม MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) หรือ MR (หัด-หัดเยอรมัน)
  • กำหนดการฉีดในประเทศไทย (กระทรวงสาธารณสุข):
    • เข็มที่ 1: ฉีดเมื่อเด็กอายุ 9 – 12 เดือน

    • เข็มที่ 2: ฉีดเมื่อเด็กอายุ 18 เดือน

  • ประสิทธิภาพ: การได้รับวัคซีน 1 เข็ม ป้องกันโรคได้ประมาณ 93% และเมื่อได้รับครบ 2 เข็ม จะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูงถึง 97%

 

ข้อห้ามในการรับวัคซีน

  • ห้ามฉีดในหญิงตั้งครรภ์ 
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง 
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรงต่อส่วนประกอบในวัคซีน เช่น Neomycin หรือ Gelatin