นพ. พนิต ทักขิญเสถียร
กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ

จากข่าวกรณีการเสียชีวิตของนักแสดงสาวชื่อดังชาวไต้หวัน ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักถึงความรุนแรงของ "ไข้หวัดใหญ่" ซึ่งไม่ใช่แค่โรคหวัดธรรมดา แต่หากรุนแรงมากขึ้นอาจนำไปสู่ “ภาวะปอดอักเสบ” ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นวันนี้เรามาทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ซึ่งเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน อาการสำคัญเด่นชัดที่สามารถสังเกตได้ เช่น
เชื้อไข้หวัดใหญ่มี 3 ชนิดหลัก ได้แก่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อผ่านทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอากาศ เมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสการแพร่เชื้อก็จะเกิดได้มาก นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัส แล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา
แม้ไข้หวัดใหญ่จะหายเองได้ในคนทั่วไป แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต หรือมะเร็ง จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงโดยเฉพาะ “ปอดอักเสบ” เนื่องจากภูมิต้านทานอ่อนแอ ทำให้เชื้อแบคทีเรียอาจเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ จนเกิดปอดอักเสบ หรือการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด
ปอดอักเสบจากไข้หวัดใหญ่สามารถรุนแรงจนทำให้ระบบหายใจล้มเหลว และในบางกรณีอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50%
หลังจากเริ่มป่วยเป็นไข้หวัด 3-4 วัน อาจเริ่มมีอาการไอ เสมหะเปลี่ยนสี หายใจเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก และอ่อนเพลีย มีไข้สูงต่อเนื่องตลอดเวลา ส่วนอาการปอดอักเสบในผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย คือมีอาการซึมลง หรือสับสน และไม่จำเป็นต้องมีไข้หรืออาการไอมาก่อน

"ไข้หวัดใหญ่" เป็นโรคใกล้ตัวที่ดูเหมือนธรรมดา แต่หากประมาทอาจลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตอย่าง "ปอดอักเสบ" โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ดังนั้น การดูแลตัวเองเบื้องต้น การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง การรักษาสุขอนามัย และที่สำคัญที่สุดคือการเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคร้ายนี้ได้อย่างยั่งยืน