นพ. นภสินธุ์ เถกิงเดช
ประสาทศัลยศาสตร์

ถ้าไม่นับรวมเนื้องอกในสมองที่มาจากเนื้อร้ายที่กระจายมาจากที่อื่นแล้ว ชื่อของเนื้องอกในสมองที่พบบ่อยได้อันเกิดจากเนื้อสมองเองหรืออวัยวะรอบ ๆ สมองก็คือ "เมนิงจิโอมา (Meningioma)" ซึ่งพบเนื้องอกชนิดนี้ได้ถึง 37.6% หากเทียบจากจำนวนเนื้องอกในสมองทั้งหมด ทำให้เป็นเนื้องอกชนิดนี้ แม้ไม่ใช่หมอผ่าตัดสมองเองก็ต้องเคยได้ยินชื่อมาไม่มากก็น้อย
เรารู้จักเมนิงจิโอมามานานเกือบร้อยปีตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2465 เมื่อโปรเฟรสเซอร์ คุชชิ่ง (Prof. Harvey Cushing) ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าบิดาของวงการศัลยกรรมประสาทสมัยใหม่ได้ให้กำเนิดชื่อ 'เมนิงจิโอมา' ซึ่งแปลเป็นไทยว่า "เนื้องอกเยื่อหุ้มสมองเมนิงจี" (Meninges) และยังเป็นคนแรกที่ริเริ่มคิดค้นการรักษาเมนิงจิโอมาคนแรกของโลก
ในมุมของผู้ป่วย ผมอยากขอให้เริ่มเข้าใจเมนิงจิโอมาว่า เป็นเนื้องอกตระกูลใหญ่ที่ส่วนใหญ่เป็นเนื้อดี ไม่ใช่เนื้อร้าย ดังนั้น ถ้าเมื่อไหร่มีคุณหมอบอกคุณว่า เนื้องอกในสมองที่เจอน่าจะเป็นเนื้องอกของเยื่อหุ้มสมองชนิดเมนิงจิโอมา ขอให้สบายใจไว้ก่อนได้ว่ามันเป็นเนื้องอกที่มักไม่ใช่เนื้อร้ายและโตช้า ซึ่งยังพอมีเวลาให้เราเตรียมตัวและคิด เพื่อตัดสินใจว่าเราจะทำอย่างไร
เมนิงจิโอมา (Meningioma) กำเนิดมาจากเซลล์ meningothelial หรือ arachnoid cap cell ซึ่งอยู่บริเวณชั้นกลางของเยื่อหุ้มสมอง (เยื่อหุ้มสมองมี 3 ชั้น เรียงจากนอก เข้าใน ดังนี้ Dura, Arachnoid, Pia) ดังนั้นเรามักเจอเนื้องอกชนิดนี้บริเวณรอบ ๆ ของสมองที่มีเยื่อหุ้มสมองล้อมรอบอยู่
นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะปัจจัยจากอุบัติเหตุทางสมอง หรือ การใช้มือถือ ก็มีการศึกษาเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่จะสนับสนุนการเกิดโรคนี้จากสาเหตุเหล่านี้ได้ครับ
ความสงสัยได้ชักนำไปสู่การศึกษาหลายชิ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็น 'ผู้หญิง' เช่น ฮอร์โมนเพศหญิงอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกชนิดนี้ได้หรือไม่ ผลการวิจัยนั้นกลับพบว่าการมีฮอร์โมนเพศหญิงสูงทั้งในแบบธรรมชาติ เช่น ขณะตั้งครรภ์ ประจำเดือนครั้งแรกมาเร็ว หรือในรูปแบบการรับประทานยาคุมนั้นไม่มีผลกับการเกิดเมนิงจิโอมา
ดังนั้นเหตุผลที่ทำไมผู้หญิงถึงเป็นเนื้องอกชนิดนี้มากกว่าผู้ชายนั้นก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่
นอกจากเนื้องอกเมนิงจิโอมาเป็นเนื้องอกที่พบได้บ่อยกว่าเนื้องอกชนิดอื่นแล้ว เรายังสามารถพบเนื้องอกเมนิงจิโอมาได้หลายรูปแบบ อาการแสดงของเนื้องอกชนิดนี้ก็ค่อนข้างหลากหลายขึ้นกับตำแหน่งของเนื้องอก ไม่ว่าจะเป็นปวดศีรษะ ตาบอด หูหนวก อ่อนแรง อาการชา อาการชักและอีกมากมาย โดยการรักษาเนื้องอกเมนิงจิโอมาแล้วแต่กรณี หากเนื้องอกมีขนาดเล็กก็สามารถที่เฝ้าดูอาการและขนาดของเนื้องอกไปก่อนได้ครับ



โดยยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งตำแหน่งของเนื้องอกจะมีส่วนสำคัญในการบอกว่าขนาดไหนเรียกว่าใหญ่แล้ว ตรงนี้ผมคงไม่สามารถลงรายละเอียดได้ครับ เพราะแต่ละเคสไม่เหมือนกันจริงๆ ผู้ป่วยต้องได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และดูหน้าตาก้อนใน MRI อย่างละเอียดมาก ๆ ก่อนถึงจะบอกแนวทางการรักษาได้ครับ

หากแพทย์เฝ้าสังเกตอาการแล้วพบว่าเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือก้อนเนื้อที่พบมีความเสี่ยงว่าจะเกิดอาการได้ในอนาคต การผ่าตัดจะได้รับการพิจารณาเป็นทางเลือกแรกครับ การผ่าตัดสมองเอาเนื้องอกชนิดนี้สามารถทำได้หลายเทคนิคขึ้นกับความชำนาญของประสาทศัลยแพทย์แต่ละท่าน โดยบางครั้งแพทย์อาจใช้การอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงเนื้องอกก่อนการผ่าตัด เนื่องจากอาจทำให้เสียเลือดมากจากการตัดเนื้องอก ดังนั้นการตัดเส้นทางลำเลียงเลือดที่เข้ามาเลี้ยงเนื้องอกนี้ก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงลงมาก
การตัดเส้นทางนี้ทำได้ด้วยเทคนิคสอดสายขนาดเล็กผ่านทางหลอดเลือดแดงจากขาหนีบไปจนถึงหลอดเลือดบริเวณที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก ตรงนี้อาจสงสัยใช่ไหมครับว่ามันไปถึงได้ยังไง ตรงนี้บอกได้เลยว่านี่ คือหนึ่งในความมหัศจรรย์ของวงการแพทย์ในการอุดหลอดเลือด (Embolization) เพื่อลดการเสียเลือดขณะผ่าตัดเอาเนื้องอกในสมองออกได้
ส่วนเทคนิคการผ่าตัดเนื้องอกชนิดนี้อาจจะขึ้นกับ ขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก รวมถึงความชำนาญของประสาทศัลยแพทย์แต่ละท่านนะครับ
การผ่าตัดรักษาเมนิงจิโอมานั้นมีทั้งแบบที่ง่ายมากหรือยากมาก ในเคสที่ยากนั้นส่วนมากคือเนื้องอกขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกและใกล้กับส่วนสำคัญของสมองอย่างหลอดเลือด เส้นประสาท ทำให้การผ่าตัดนำเนื้องอกออกนั้นต้องอดทน ใจเย็นและต้องใช้เวลาผ่าตัดพอสมควร ซึ่งอาจนานนับ 10 กว่าชั่วโมงก็จะว่าได้ เพื่อให้เกิดการบอบช้ำกับเนื้อสมองปกติน้อยที่สุด นอกจากนี้อุปกรณ์การผ่าตัดที่ทันสมัยในปัจจุบันก็สำคัญไม่แพ้กันครับ โดยที่อุปกรณ์พิเศษเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นกล้องผ่าตัดกำลังขยายสูง เครื่องตัดแต่งกระโหลก (High Speed Drill) เครื่องสลายเนื้อเยื่อด้วยคลื่นความถี่สูง (Cavitron Ultrasonic Surgical Aspirator : CUSA) ก็สามารถช่วยย่นระยะเวลาการผ่าตัดและช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยได้ราบรื่นยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ความพิเศษของการผ่าตัดเมนิงจิโอมา คือนอกจากเอาตัวเนื้องอกออกแล้ว ถ้าเป็นไปได้ต้องตัดเยื่อหุ้มสมองบริเวณที่ให้กำเนิดเนื้องอกด้วย ตรงนี้สำคัญเพราะมันคือการขุดถอนรากถอนโคนเนื้องอกชนิดนี้นั่นเอง เนื่องจากมีการศึกษาสุดคลาสสิค พบว่าการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกมากน้อยแค่ไหนมีผลกับโอกาสการกลับมาของเนื้องอกได้ ย้อนไปในปี พ.ศ.2500 ดร. โดนัล ซิมสัน ชาวออสเตรเลีย (Simpson grading) ได้พูดถึงเทคนิดของการผ่าตัดกับการกลับมาของเนื้องอก โดยแบ่งการผ่าตัดออกเป็น 5 เกรด ได้แก่
จากวันนั้นจนถึงวันนี้แพทย์ผ่าตัดก็ยังคงต้องใช้เกณฑ์การแบ่งเกรดนี้เพื่อบอกโอกาสการกลับมาของเนื้องอกให้กับผู้ป่วย ปัจจุบันเราไม่ได้ดูแค่ตอนผ่าตัดเท่านั้นนะครับว่าเนื้องอกจะมีโอกาสกลับมาใหม่ได้ไหม
เราใช้ข้อมูลจากการศึกษาใหม่ ๆ ยังจำกันได้ใช่ไหมครับที่ผมบอกว่ามันเป็นเนื้องอกตระกูลใหญ่ ดังนั้นสมาชิกในตระกูลก็มีความแตกต่างกันพอสมควร ซึ่งสามารถแบ่งละเอียดออกไปได้เป็นครอบครัวเล็กที่อยู่ในตระกูลนี้อีกถึง 15 ครอบครัว ดังนั้นเมื่อเราทราบว่าเนื้องอกอยู่ในตระกูลนี้ เราก็ต้องทราบด้วยว่า เขาเป็นคนของครอบครัวไหน เพราะใน 15 ครอบครัวนี้ มี 6 ครอบครัวที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษหลังจากที่ได้รับการผ่าตัดแล้วเพราะมีพฤติกรรมที่ต่างจาก 9 ครอบครัวที่เหลือชัดเจน ครอบครัวที่ดีทั้ง 9 นี้ หลังจากการรักษาผ่าตัดแล้วมีโอกาสที่เนื้องอกจะกลับมาเป็นซ้ำได้แค่ 7-25%
หลังจากทราบชนิดอย่างละเอียดแล้วบางสถาบันสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยการตรวจด้วยวิธีอิมมูโนฮิสโตเคมี (Immunohistochemistry) โดยพบว่าเนื้องอกเยื่อหุ้มสมองเมนิงจิโอมาที่มีปริมาณของโปรตีน Ki-67 (โปรตีนที่เจอตอนเซลล์มีการแบ่งตัว และสามารถตรวจด้วยแอนตี้บอดี้ ชื่อ MIB-1) มากกว่า 4% นั้นสัมพันธ์กับการกลับมาของเนื้องอกได้มากกว่าปกติครับ จะเห็นว่าผลการรักษาเนื้องอกเมนิงจิโอมานั้นต้องใช้การประเมินจากหลายปัจจัยกว่าที่จะได้คำตอบที่มั่นใจว่า…เนื้องอกมันจะกลับมาอีกไหม?
ถ้าผลการตรวจออกมาเข้าข่าย 6 กลุ่มเนื้องอกเยื่อหุ้มในสมองที่เป็นอันตราย การวางแผนเพื่อการฉายแสงจึงเข้ามามีบทบาทตรงนี้ครับ โดยต้องประเมินอีกครั้งครับว่าปริมาณเนื้องอกเหลือมากน้อยแค่ไหน ผู้ป่วยอายุเท่าไหร่ บางครั้งเราอาจรอจนเนื้องอกกลับมาอีกครั้งก่อนก็ได้เพื่อรับฉายแสง อีกกรณีหากเนื้องอกเหลือปริมาณมากหลังจากการผ่าตัด แพทย์ก็จำเป็นต้องฉายทันที


มีการศึกษาพบว่าหากเมนิงจิโอมาไม่กลับมาอีกหลังการรักษาไป 7-8 ปี ก็แสดงว่าโอกาสที่กลับมาเป็นอีกเทียบเท่ากับ 0 เลยครับ สิ่งนั้นหมายความว่าเราสามารถรักษาให้หายขาดได้เลยนะครับ
แม้เรารู้จักเมนิงจิโอมามาเกือบศตวรรษแล้ว แต่วิทยาการรักษาเนื้องอกในสมองชนิดนี้ก็ยังไม่หยุดนิ่ง โดยแพทย์ต้องคำนึงถึงขนาด ตำแหน่งของเนื้องอก หลอดเลือดที่มาเลี้ยงเนื้องงอก อายุของผู้ป่วย ก่อนวางแผนการรักษาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยในขณะนั้น หลังได้รับผลชิ้นเนื้อแล้ว แพทย์ยังต้องเฝ้าติดตามอาการและพิจารณาเรื่องการฉายแสงเพื่อป้องกันการเกิดเนื้องอกซ้ำ ทั้งหมดนี้ มันคือศิลปะในการจัดการเมนิงจิโอมา เนื้องอกในสมองสุดคลาสสิค
อ่านเพิ่มเติม: Brain Metastases เนื้องอกในสมองจากมะเร็งที่ลุกลาม
14/10/63