Messenger

โรคพาร์กินสัน อาการ สาเหตุ และวิธีสังเกต คนใกล้ตัว

May 28 / 2026

โรคพาร์กินสัน

 

 

 

     ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่ตัวเลขประชากรกลุ่มดังกล่าวจะขยายขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โรคพาร์กินสันและโรคการคั่งของน้ำในโพรงสมองชนิดความดันปกติจัดเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่พบได้ในผู้สูงอายุ

 

อรัมภบทของ 2 โรค

     โรคยิ่งชุกตามอายุที่เพิ่มขึ้น และทั้งสองโรคนี้ต่างก็มีสิ่งที่เหมือนและแตกต่างกัน ทว่า.. จุดไหนล่ะที่แตกต่าง ร่วมรู้โรคและหาแนวทางรักษาอาการของโรคดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลได้สำรวจอาการเบื้องต้นและเข้าพบแพทย์เพื่อรักษาอาการแต่เนิ่น

 

 

โรคพาร์กินสัน

 

โรคพาร์กินสันคืออะไร?

     โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท โดยเกิดขึ้นกับเซลล์ประสาทที่ผลิตสารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) ที่อยู่บริเวณก้านสมองส่วนบน (Midbrain) ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักแสดงอาการเคลื่อนไหวผิดปกติเป็นอาการหลัก ซึ่งต่างกับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการหลงลืมเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่พบปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน

 

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน

จากการศึกษาพบว่าหากมีประวัติ

 

  • เคยสัมผัสสารเคมีในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช
  • มีประวัติการใช้สารเสพติด เช่น เฮโรอีน หรือ แอมเฟตามีน
  • เคยได้รับการกระทบกระแทกบริเวณศีรษะซ้ำเป็นเวลานาน
  • มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสันในหลายรุ่น

 

 

หากพบอาการเหล่านี้ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันได้ ซีึ่งโรคนั้นพบได้ประมาณร้อยละ 1 ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป

 

 

โรคพาร์กินสัน

 

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีอาการและอาการแสดงอย่างไร?

อาการของโรคพาร์กินสันนั้นแบ่งออกเป็น

 

  • อาการความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Motor symptoms) 
  • อาการความผิดปกติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Non-motor symptoms)

 

อาการความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

จะประกอบไปด้วย 4 อาการหลักๆ ได้แก่

 

1.  อาการสั่น (Tremor)

  • อาการสั่นสามารถเป็นที่มือ ขา หรือ คางและมักเกิดขึ้นขณะพักไม่ได้ใช้งานแขนขาด้านนั้น ๆ

 

2.  อาการกล้ามเนื้อฝืดเกร็ง (Rigidity)

  • โดยทั่วไปแพทย์มักตรวจพบ ซึ่งพบได้ตามแขน ขา คอ หรือลำตัว

 

3.  อาการเคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia)

  • ผู้ป่วยจะเคลื่อนไหวที่ช้าและความกว้างของการเคลื่อนไหวจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เช่น การกำแบมือทำได้ช้าและเมื่อทำซ้ำ ๆ พบว่าจะแบมือได้กว้างน้อยลงกว่าเดิม เป็นต้น
  • ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยว่า เดินแกว่งแขนได้ลดลงอาการสั่น กล้ามเนื้อฝืดเกร็ง และการเคลื่อนไหวช้า
    • ช่วงแรกของโรค อาการดังกล่าวมักแสดงออกที่ ร่างกายข้างใดข้างหนึ่งก่อน หลังจากนั้นเมื่อการดำเนินโรคเป็นมากขึ้น อาการจะกระจายข้ามไปยังร่างกายข้างตรงข้าม
    • แต่จะยังคงความรุนแรงของอาการไม่เท่ากัน โดยข้างที่เริ่มเกิดอาการมักยังคงมีความรุนแรงที่มากกว่าข้างที่อาการเป็นตามที่หลัง

 

4.  การทรงตัวที่ไม่มั่นคง (Postural instability)

     ผู้ป่วยจะล้มง่ายกว่าปกติและมักพบว่าลำตัวและศีรษะค้อมไปด้านหน้า นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจแสดงอาการอื่น เช่น เขียนหนังสือตัวเล็กลง เดินเท้าชิดก้าวสั้น และซอยเท้าถี่ เดินศีรษะพุ่งไปด้านหน้า สีหน้านิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ หรือ พูดรัว ๆ และเสียงเบา เป็นต้น

 

 

โรคพาร์กินสัน

 

 

อาการความผิดปกติที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว 

โรคพาร์กินสันเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหว หรือ ในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นแล้วก็ได้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มอาการใหญ่ ได้แก่

 

1.  ปัญหาด้านการนอน (Sleep disorders)

     ได้แก่ นอนกรน, นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน, ง่วงนอนตอนกลางวัน หรือ นอนละเมอออกเสียงหรือท่าทาง เช่น ชกต่อย เตะถีบ ในช่วงที่ฝัน ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

 

2.  ปัญหาด้านระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic dysfunctions)

     ได้แก่ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะลำบาก ท้องผูก อวัยวะเพศไม่แข็งตัวในผู้ชาย มีอาการหน้ามืดหรือเป็นลมเนื่องจากความดันต่ำเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง เช่น จากท่านอนเป็นท่านั่ง หรือ ยืน เป็นต้น

 

3.  ปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรมและความจำ (Mood-behavior-cognitive impairments)

     ได้แก่ อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งพบได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของโรค ส่วนความจำหลงลืม หรือ ความบกพร่องในการคิดการตัดสินใจนั้นมักจะพบในช่วงท้ายๆของโรค เป็นต้น

 

4.  ปัญหาเรื่องการได้กลิ่นที่ลดลงหรือไม่ได้กลิ่น (Hyposmia/Anosmia)

     สามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

 

5.  ปัญหาเรื่องอาการปวด ชา หรือ เมื่อยล้า กล้ามเนื้อแขนขา

     อาจเกิดได้ทั้งช่วงที่ยารักษาอาการโรคพาร์กินสันหมดฤทธิ์ หรือ ช่วงยาออกฤทธิ์

 

 

 

โรคพาร์กินสัน

 

 

แนวทางการรักษาโรคพาร์กินสัน

     เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็นโรคของความเสื่อมของระบบประสาท ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการป้องกันและการรักษาให้หายขาด การรักษาที่มีในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่คล่องมากขึ้น โดยรักษาได้ใน 3 วิธี ได้แก่

 

1.  การรักษาด้วยยา 

ยารักษาอาการโรคพาร์กินสันทุกชนิดมีผลควบคุมอาการกล้ามเนื้อฝืดเกร็งและเคลื่อนไหวช้าได้ดี แต่ผลควบคุมอาการสั่นและการทรงตัวที่ไม่มั่นคงนั้นไม่แน่นอน ยารักษาโรคพาร์กินสันที่มีในประเทศไทย ได้แก่

 

  • ยากลุ่มลีโวโดปา (Levodopa combinations) เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของตัวรับโดปามีนในสมองโดยตรง (Dopamine agonists)
  • ยาป้องกันการทำลายสารโดปามีนในสมอง (MAO-B inhibitors)
  • ยายับยั้งการทำลายยาลีโวโดปา (COMT inhibitor) จำเป็นที่จะต้องให้คู่กับยาลีโวโดปา เป็นต้น โดยเป้าหมายในการรักษาคือ ให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • ยาที่ออกฤทธิ์เสริมโดปามีนโดยตรงในประสาทส่วนกลาง (Dopamine Agonists) เช่น Pramipexole, Ropinirole หรือ Rotigotine

 

ภาวะแทรกซ้อนหลังทานยา

     เมื่อได้รับการรักษาด้วยยาไปเป็นเวลา 3-5 ปีนั้น ร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนทางการเคลื่อนไหว ซึ่งชนิดที่พบได้บ่อย เช่น อาการยุกยิก (Dyskinesia) ในช่วงที่ยากำลังออกฤทธิ์หรือยาหมดฤทธิ์เร็วขึ้นกว่าเดิม (Wearing-off) เป็นต้น
 

2.  การรักษาด้วยการผ่าตัด

     ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา แต่ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้หรือได้รับจากผลข้างเคียงของยา การผ่าตัดเพื่อฝังเครื่องกระตุ้นในสมองส่วนลึก (Deep brain stimulation) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลดีเพื่อควบคุมอาการของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดไม่ใช่การรักษาโรคให้หายขาด และไม่สามารถทำในผู้ป่วยได้ทุกราย
 

3.  การออกกำลังกาย

     การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ควรทำในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทุกรายและทุกระยะ ซึ่งเริ่มทำได้ตั้งแต่การยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายที่เป็นจังหวะ เช่น การเต้นรำในจังหวะแทงโก้ หรือ การรำไทเก๊กหรือจี้กง เมื่อทำเป็นประจำย่อมช่วยเพิ่มความสามารถในเรื่องการเดินและการทรงตัวแก่ผู้ป่วยได้

 

 

โรคพาร์กินสัน

 

 

 

ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้เป็นปกติ แม้ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเกี่ยวกับการทานอาหารเสริม ยาฉีดหรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) ใด ๆ ที่สามารถรักษา ชะลอ หรือ ป้องกันการเกิดโรคพาร์กินสันได้

 

 

โรค NPH หรือ โรคภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง โรคที่ผู้สูงอายุทุกคนมีโอกาสเป็น อ่านเพิ่มเติม คลิก >> https://www.ram-hosp.co.th/news_detail/1651