
แม้ไม่อ้วน ไม่ดื่มสุรา แต่รับประทานอาหารน้ำตาลและไขมันสูงบ่อยก็มีโอกาสเป็นโรคไขมันพอกตับได้ เมื่อตับเสื่อมสภาพ ก็ยิ่งทำให้ใช้ชีวิตได้ลำบาก ไขมันพอกตับ รักษาอย่างไร ห้ามทานสิ่งไหนเป็นพิเศษและควรดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อรู้ว่าเป็น วันนี้หมอพร้อมคลายข้อสงสัย
โรคไขมันพอกตับ
โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) เป็นภาวะที่เกิดจากไขมันสะสมมากเกินไปจนส่งผลให้ไขมันเข้าแทรกตับ เกิดภาวะอักเสบและมีพังผืด พังผืดดังกล่าวเกิดจากร่างกายพยายามซ่อมแซมความเสียหาย เมื่อปล่อยไว้นานจนเรื้อรังอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งตับได้
แม้สาเหตุไม่แน่ชัด แต่เกิดได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่มีพลังงานสูง ผลข้างเคียงของยาบางชนิด หรือเป็นจากกลุ่มโรคที่มีอยู่เดิม เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง

ระยะแสดงอาการ
โดยทั่วไปมักไม่แสดงอาการอะไรในระยะแรก ซึ่งกว่าจะรู้ว่าเป็นหรือไม่นั้นดูได้จากผลตรวจเลือดและการอัลตราซาวนด์ โดยสามารถแบ่งโรคเป็น 4 ระยะ ได้แก่
- ระยะ 1 ไขมันเริ่มสะสมในเนื้อตับ แต่ยังไม่แสดงอาการใด
- ระยะ 2 ตับเริ่มอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้นาน 6 เดือนจะเข้าสู่สภาวะเรื้อรัง
- ระยะ 3 ตับอักเสบรุนแรงจนเกิดพังผืดสะสมและเข้าแทนที่
- ระยะ 4 เซลล์ตับถูกทำลายและเสื่อมสภาพการทำงาน
กลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจไขมันพอกตับ
- ผู้มีภาวะอ้วนลงพุง
- ผู้มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง หรือมีค่าการทำงานของตับผิดปรกติ
- ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
- ผู้ที่ดื่มสุราเป็นเวลานาน
- ผู้มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งตับ
- ผู้รับประทานยาบางชนิดที่มีผลต่อตับ หรือสมุนไพรต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
การวินิจฉัย
- การตรวจเลือด เป็นการตรวจตับเบื้องต้นเพื่อค้นหาความผิดปรกติ โดยทั่วไปดูจากค่าบ่งชี้เอมไซม์พื้นฐานของตับ เพื่อดูการเกิดภาวะตับอักเสบ
- การตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อจากตับ หรือ ‘Liver Biopsy’ เพื่อใช้ตรวจทางพยาธิวิทยาและประเมินโอกาสเกิดพังผืด (Fibrosis) โดยพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ
- การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจภายในเพื่อดูการสะสมของไขมันในตับ หากไขมันสะสมมากกว่า 30% ขึ้นไป หากแพทย์ตรวจพบเอมไซม์ตับที่สูงขึ้น อาจพิจารณาการตรวจอื่นเพิ่ม เช่น CT Scan
- การตรวจวัดค่าไขมันตับและการตรวจวัดพังผืดในตับ ด้วยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงไปที่เนื้อตับ ก่อนวัดคลื่นสะท้อนกลับ หากไขมันสะสมในเนื้อตับมาก ยิ่งมีความเร็วสะท้อนกลับมากกว่า
ก่อนหน้าแพทย์จะซักประว้ติและตรวจร่างกายเพื่อเช็คสัญญาณโรค เช่น ภาวะอักเสบ ภาวะตับโต ตับแข็ง ดีซ่าน

Liver Scan การตรวจตับแบบใหม่ที่สะดวกกว่า
Liver Scan เป็นเทคโนโลยีการตรวจล่าสุดที่ใช้ตรวจวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับได้อย่างละเอียดตั้งแต่การดูพังผืดในตับ ไขมันสะสมในเนื้อตับรวมถึงการหาความผิดปรกติอื่น ซึ่งมีข้อดีที่สะดวกและรวดเร็ว
การรักษาโรคไขมันพอกตับ
แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยควบคู่กับแนะนำผู้ป่วยถึงการดูแลสุขภาพ ดังนี้
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- กรณีน้ำหนักตัวมาก ควรหลีกเลี่ยงของหวานและของทอด พร้อมปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารภายใต้การดูแลของนักโภชนาการและนักกำหนดอาหาร บางรายอาจใช้การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักร่วม
- รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A และ B เพื่อลดความรุนแรงกรณีที่ได้รับเชื้อและเป็นโรค
- รักษาโรคต้นตอที่ส่งผลให้เกิดโรคไขมันพอกตับ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับพร้อมดูแลคุณ
ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลรามคำแหง พร้อมเข้าใจปัญหา ให้การดูแลและใส่ใจผู้ป่วยด้วยแนวคิดที่ว่า ‘ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เชี่ยวชาญทุกการดูแล’